วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การไหว้ดาวราหูในวันพุธกลางคืน

        ดาวราหูได้โคจรเข้าสู่ราศีพิจิกเรียบร้อยแล้วครับ และจะอยู่ที่ราศีนี้จนถึงประมาณวันที่ 10 ธันวาคม 2555
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรืออยากจะไหว้ราหูหลังจากนี้ สามารถไหว้หรือสวดมนต์เป็นประจำได้ทุกวันพุธกลางคืน บทสวดที่แนะนำคือ
(ตั้งนะโม 3 จบ)
กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ       สังวิคคะรูโป อาคัมมะกินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ      พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ.
กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ       สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ      พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ.
สวดตามกำลังของดาวราหูคือ 12 จบ
หรือบทคาถา
คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ
สวด 12 จบเช่นกัน
หรือใครที่อยากจะไหว้ด้วยของดำก็ควรใช้บทสวดและคำถวายเครื่องสังเวยพระราหูในบันทึกเรื่องการไหว้ดาวราหูแทน
          ผมได้เห็นรูปของไหว้และความตั้งใจในการไหว้ของทุกคนถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมรับมือกับดาวราหูหลังจากที่ดาวย้ายไม่นานผมมีโอกาสได้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งด้านที่ดีและไม่ดี ทำให้เริ่มเห็นว่าความแรงของดาวราหูครั้งนี้แรงเหมือนที่ตำราบอกไว้จริงๆ การไหว้ในวันที่ 24 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแต่หลังจากนี้อยากให้คนที่ได้รับผลจากดาวดวงนี้ไม่ว่าจะด้านใดก็ตามควรหาโอกาสในการทำบุญอย่างสมำ่เสมอ เช่น การบริจาคค่าไฟ ถวายหลอดไฟ เติมนำ้มันตะเกียง บริจาคหนังสือ หรืออื่นๆตามกำลังศรัทธา โดยจะถือเคล็ดทำบุญด้วยเลข 12 ก็ได้ เพื่อให้เกิดแสงสว่างในชีวิต และเกิดปัญญาในการรับมือกับดาวราหู
         สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณในศรัทธาของทุกๆคน อยากให้จดจำการไหว้ดาวราหูท่ามกลางสายฝนและลมแรงๆไว้ให้ดีๆ เพราะจะได้เป็นเครื่องเตือนสติและเป็นพลังให้กับเราไปตลอด 18 เดือนหลังจากนี้ไปครับ
อ.ช้าง  ทศพร  ศรีตุลา

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเตรียมไหว้ดาวราหูและบทสวด

การเตรียมไหว้ดาวราหูและบทสวด
ในวันที่ 24 พฤษภาคม จะมีการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวในทางโหราศาสตร์ไทยคือดาวราหูจะย้ายเข้าสู่ราศีพิจิก และราศีพฤษภ ในเวลา 17.15 น. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งมหาอุจและเป็นตำแหน่งที่แรงที่สุดของดาวราหูนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535
รู้จักดาวราหูก่อนไหว้
ในทางดาราศาสตร์ดาวราหูไม่ได้มีตัวตนเหมือนกับดาวอื่นๆในระบบสุริยะจักรวาล แต่เป็นจุดตัดขาขึ้นระหว่างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ (Ascending Node) ถ้าจุดตัดนี้อยู่ในระนาบเดียวกันก็จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา-จันทรุปราคา หรือที่มักเรียกกันว่าราหูอมอาทิตย์-อมจันทร์
พระราหูในพุทธศาสนา คัมภีร์อนาคตวงศ์ เขียนไว้ว่าพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ ทรงพยากรณ์เรื่อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 10 พระองค์ ในอนาคตให้แก่พระสารีบุตรเถระ ความโดยย่อคือ องค์พระศรีอาริยเมตไตรยจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าเป็นปฐมที่ ๑ และ อสุรินทราหูจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระนารทะที่ ๕
ใครควรไหว้บ้าง ดาวราหูไม่ได้เป็นดาวที่น่ากลัวเสมอไป บางครั้งจะให้ผลดีในเรื่องของโชคลาภด้วย ดังนั้นสามารถไหว้ได้ทุกคนทุกราศี แต่อยากแนะนำให้คนที่เกิดในราศีหรือลัคนาราศีพิจิกและพฤษภ เป็นราศีหลักที่ควรไหว้ ส่วนคนที่เกิดในราศีหรือลัคนาราศีเมถุนและราศีธนูก็ควรที่จะไหว้ส่งดาวราหูเช่นกัน

สถานที่ การไหว้ราหูครั้งแรกควรจะไหว้ในวันที่ 24 ในเวลาที่ดาวย้ายหรือจะไหว้ในช่วงค่ำก็ได้ ถ้าสะดวกสามารถไปไหว้ที่วัดที่มีการจัดพิธี หรือสามารถเตรียมของไหว้เองที่บ้านและชวนเพื่อนๆมาไหว้ร่วมกันก็ได้แต่ควรจะเป็นสถานที่กลางแจ้ง
ของไหว้ ดาวราหูมีเลข 8 เป็นสัญลักษณ์และมีกำลังเท่ากับ 12 ดังนั้นสามารถจัดของไหว้ 8 หรือ 12 อย่างแล้วแต่ศรัทธา ของไหว้ควรประกอบไปด้วย
1 ของคาว เช่นไก่ดำหรือซุปไก่
2 ของหวานหรือผลไม้ เช่น ขนมเปียกปูน,ข้าวเหนียวดำ,องุ่นดำ
3 เครื่องดื่มเช่น กาแฟดำ,น้ำอัดลมสีดำ
สาเหตุที่ไม่ระบุของไหว้เพราะเชื่อว่าในแต่ละพื้นที่อาจจะไม่สามารถหาของได้เหมือนกัน ของบางอย่างมีราคาถูกแพง ดังนั้นดีที่สุดคือการหาของที่สะดวกและพอเหมาะกับสตางค์ในกระเป๋า ส่วนจำนวนธูปให้ใช้ตามจำนวนของที่ไหว้ ถ้าไหว้ 8 อย่างก็ใช้ธูป 8 ดอก
ขั้นตอนในการไหว้
หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจุดธูปเทียนแล้วเริ่มด้วยบทสวดพระราหู

(ตั้งนะโม ๓ จบ)
พระคาถาสุริยะบัพพา
กุสเสโตมะมะ กุสเสโตโต ลาลามะมะ
โตลาโม โทลาโมมะมะ โทลาโมมะมะ
โทลาโมตัง เหกุติมะมะ เหกุติฯ

พระคาถาจันทบัพพา
ยัตถะตังมะมะ ตังถะยะ ตะวะตัง
มะมะตัง วะติตัง เสกามะมะ
กาเสตัง กาติยังมะมะ ยะติกาฯ

กล่าวคำถวายเครื่องสังเวย
คำถวายเครื่องสังเวยพระราหู
นะโมเม พระราหูเทวานัง ธูปะทีปะจะปุปผัง สักการะวันทะนัง สูปะพะยัญชะนะ
สัมปันนัง โภชะ นานัง
สาลีนัง สะปะริวารัง อุทะกังวะรัง
อาคัจฉันตุ ปะริภุญชันตุ สัพพะทา
หิตายะ สุขายะ พระราหูเทวา
มะหิทธิกา เตปิ อัมเห
อะนุรัก ขันตุ อาโรคะ
เยนะ สุเขมะจะฯ

ข้าพเจ้า(ชื่อนามสกุล)ขอบูชาพระราหูด้วยของดำ (8หรือ12) อย่าง
ขอให้อิทธิพลของดาวราหูจงส่งผลดีแก่ดวงชะตาของข้าพเจ้า
ขอให้เกิดทางสว่างในหน้าที่การงาน
ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคร้ายใดๆ
ขอให้มีสติในเรื่องความรัก
ขอให้ดาวราหูประทานพรโชคลาภและความสำเร็จแก่ข้าพเจ้า
(อธิฐานเรื่องอื่นๆที่ปรารถนา)
เมื่อเสร็จพิธีแล้วควรลาและทานของไหว้อย่างละนิดเพื่อความเป็นสิริมงคลและสามารถเก็บไว้ทานต่อวันหลังได้
***สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการไหว้ราหูนั้นคือเพื่อเป็นการเตือนสติให้กับตัวเองว่าหลังจากนี้ไปเป็นเวลา18เดือน จะคิดจะตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ตาม ควรใช้สติ ใช้ปัญญา เพื่อให้เกิดทางสว่างในใจ และดาวราหูก็จะส่งผลให้ชีวิตของเรามีความสว่างและความสำเร็จในทุกๆเรื่องอย่างแน่นนอน***

ข้อมูล จาก Facebook อ.ช้าง ทศพร ศรีตุลา

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชะตาเมือง ชะตาคน ในปรากฏการณ์..."ดาวราหู ย้ายราศี"

                     ภาพประกอบ พระราหูอมจันทร์ อาจารย์หลาย วัดคัดลัด พระประแดง ที่ผมบูชาไว้

ในวันอังคารที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งตามหลักการโคจรดวงดาวในทางโหราศาสตร์ กล่าวคือ ดาวราหูย้ายราศี จากราศีธนูไปสู่ราศีพิจิก ได้ตำแหน่งเป็น “มหาอุจจ์” ส่งผลต่อชะตาเมืองและชะตาบุคคลใน ๑๒ ราศี ตำแหน่งของราหู “มหาอุจจ์” คือตำแหน่งที่โดดเด่นหรือตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ ในทางโหราศาสตร์ ดาวใดที่ได้ตำแหน่งมหาอุจจ์ ถือว่าเป็นตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุด แล้วจะให้คุณให้โทษได้มากที่สุด
       ราหูจะมีวิถีแห่งการโคจรผ่านรอบจักรราศีหนึ่ง ใช้เวลา ๑๘ ปี กล่าวคือ ใน ๑ ราศี จะใช้เวลาโคจรประมาณ ๑ ปีครึ่ง ๑๒ ราศีก็เท่ากับ ๑๘ ปี ในห้วงช่วงเวลาของวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นี้ เป็นต้น ใครที่เคยเกิดเมื่อ ๑๘ ปีที่แล้ว เมื่อ ๓๖ ปีที่แล้ว จะมีราหูได้ตำแหน่งนี้แหละ และราหูที่ได้ตำแหน่งตรงนี้จะเป็นตำแหน่งที่สำคัญ  กล่าวคือ จะบันดาลให้เกิดโชคลาภ บันดาลให้เกิดความเป็นสิริมงคลตามอิทธิฤทธิ์ของเทพพระราหู และที่สำคัญ เป็นตำแหน่งที่ส่งผลดีต่อดวงเมืองประเทศไทย รวมทั้งส่งผลดีต่อประชาชนผู้ประกอบกุศลวัตร ทำคุณงามความดี และมีวิริยะอุตสาหะ
 สำหรับเทพพระราหูในความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรฯ ได้กล่าวไว้ว่า “ราหู” เป็นอุปราชของท้าวกุเวร ราหูถือว่าเป็นบรมโพธิสัตว์ ในสมัยพุทธกาล เทพพระราหูได้เคยฟังธรรมจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีพระพุทธรูปปางโปรดอสุรินทราหู เป็นพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ และพระพุทธองค์ได้มีพุทธพยากรณ์ถึงการบรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์ไว้ว่า “วันข้างหน้าในกาลต่อไป ราหูจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งต่อจากพระศรีอาริย์ นามว่า พระนารท หรือ พระนารทพระพุทธเจ้า” นับว่าราหูนั้นเป็นผู้ที่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า
 ทั้งนี้ จะเห็นได้จากในคำนอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
 คำว่า “นะโม” มีความเชื่อว่า พญายักษ์สันตาคีรี เป็นผู้กล่าวขึ้นก่อน “ตัสสะ” พญาราหูเป็นผู้กล่าวตามมา “ภะคะวะโต” คือจตุโลกบาลทั้งสี่ เป็นผู้กล่าว “อะระหะโต” เป็นคำกล่าวขององค์พระอินทร์ “สัมมาสัมพุทธัสสะ” เป็นคำกล่าวขององค์พระพรหม หรือองค์สหัมปติพรหม ดังนั้น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระราหูจึงเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาแต่โดยแท้
 นอกจากนี้แล้วองค์เทพพระราหูนั้นมีอยู่ในทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะจะเห็นว่าเทพพระราหูจะอยู่สถิตหน้าบันพระอุโบสถ ประตูเทวสถาน หรือพุทธสถาน ที่มหาเจดีย์ชเวดากอง ทางทิศเหนือจะมีเทพพระราหูอยู่ด้านบนเจดีย์, นครวัด นครธม ก็มีภาพเทพพระราหูอยู่แทบทุกหนแห่ง, ยิ่งมหาเจดีย์บุโรพุทโธ จะมีเทพพระราหูอยู่ตามซุ้มประตูอันศักดิ์สิทธิ์ ถือว่าเทพองค์นี้มีฤทธิ์ที่อยู่คู่กับโลกใบนี้มาช้านาน

อิทธิพลของราหูกับราศีเกิด
  อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ หรือเจ้าของฉายา โหรฟันธง เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ บอกว่า อิทธิพลของราหูที่โคจรเคลื่อนย้ายราศีในครั้งนี้ส่งผลต่อท่านที่เกิดในราศีต่างๆ กล่าวคือ ในช่วงเดือนพฤษภาคม บวกลบประมาณ ๓ เดือน จะมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นกับท่านที่เกิดในราศีเมถุน และท่านที่เกิดในราศีธนู อย่างเห็นได้ชัด แล้วยังเกิดเหตุเภทภัยในบ้านเมือง เกิดลมพายุ เกิดอากาศแปรปรวน เกิดน้ำท่วม แผ่นดินไหว ส่วนอิทธิพลต่อราศีเกิดมีดังนี้
 ราศีเมษ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๓ เมษายน ถึงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม) เหตุเภทภัย ความหมองมัวจะค่อยๆ หายไป บังเกิดความสุขสวัสดี ความมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในการค้าการต่างประเทศ และการได้เงินจากต่างชาติ
 ราศีพฤษภ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน) จะมีเหตุเภทภัยจากเรื่องของความรัก เรื่องของครอบครัว และหุ้นส่วน
 ราศีเมถุน (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๔ มิถุนายน ถึงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม) จะหมดเหตุเภทภัยนานาประการ จะมีความสุขความเจริญ จะมีชื่อเสียง มีความสำเร็จ มีโชคลาภ
 ราศีกรกฎ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม) การงานประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า ทั้งราชการ ธุรกิจก็ประสบความสำเร็จสมปรารถนา ราหูย้ายคราวนี้ เป็นคุณของคนที่เกิดในราศีกรกฎ
 ราศีสิงห์ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๗ สิงหาคม ถึงวันที่ ๑๖ กันยายน) จะมีเกณฑ์ได้บ้านใหม่ รถใหม่ เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต เปลี่ยนแปลงที่อยู่ ถือว่าเป็นมหามงคลพ้นจากเงาร้ายของราหูในปีที่ผ่านมา
 ราศีกันย์ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๗ กันยายน ถึงวันที่ ๑๖ ตุลาคม) ดวงชะตาจะได้เพื่อนใหม่ จะมีมิตรใหม่ ที่เกื้อกูลส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นมงคลเจริญ ชีวิตเปลี่ยนแปลง
 ราศีตุล (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๗ ตุลาคม ถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน) จะมีโชคลาภ ได้เงินก้อนใหญ่ แต่ต้องระมัดระวังการสูญเสียเงินทองและทรัพย์สินเพราะถูกฉ้อโกง หรือถูกหลอกลวง เพราะฉะนั้นมีเกณฑ์ได้ทรัพย์ใหญ่ และมีเกณฑ์ของการเสียทรัพย์ ต้องบริหารเงินด้วยความระมัดระวัง และควรมาร่วมพิธี
 ราศีพิจิก (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม) จะมีเกณฑ์ได้ตำแหน่งบารมีและอำนาจ แต่ก็มีเกณฑ์โยกย้ายเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ในมุมที่เป็นเคราะห์ก็มี โชคก็มี
 ราศีธนู (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๖ ธันวาคม ถึงวันที่ ๑๕ มกราคม) พ้นโพยภัย ชีวิตปลอดโปร่ง มีความสุขกายสุขใจ ได้เดชอำนาจบารมีกลับคืนมา เงินตรามั่นคง
 ราศีมังกร (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๖ มกราคม ถึงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์) เป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์ มีโชคลาภ มีความสำเร็จ ร่ำรวย มีอำนาจ มีบารมี มีตำแหน่ง
 ราศีกุมภ์ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๑๓ มีนาคม) ประสบความสำเร็จที่สุดในรอบ ๑๘ ปี มีความรุ่งโรจน์ เจริญก้าวหน้า ร่ำรวย มีชื่อเสียงที่สุดในรอบ ๑๘ ปี
 ราศีมีน (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ ๑๔ มีนาคม ถึงวันที่ ๑๒ เมษายน) มีโอกาสประสบความสำเร็จ เดินทางไกล ทำการค้าต่างประเทศได้รับความสำเร็จ
 "ใครที่มีบุตรแล้วคลอดในช่วงวันที่ ๒๔ พฤษภาคมปีนี้ ไปจนถึงประมาณกลางปี ๒๕๕๕ ชีวิตของเด็กผู้นั้นจะรุ่งโรจน์ เจริญก้าวหน้า เป็นเด็กฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบดี มีสิทธิ์จะเป็นเด็กที่มีชื่อเสียง มีอำนาจ มีบารมี สามารถที่จะเป็นนักการเมือง เป็นดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง มีความสำเร็จ มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ใครก็ตามทีที่เกิดแล้วมีราหูอยู่ในราศีพิจิก (ต้องไปให้นักโหราศาสตร์ผูกดวงชะตาโดยใช้วันเดือนปีเกิดเวลาเกิดคำนวนดูท่านจะทราบว่าดาวราหูในดวงชะตาของท่านอยู่ในราศีอะไร) เมื่อยามที่ราหูโคจรเคลื่อนย้ายกลับมาทับอย่างนี้อีกครั้งหนึ่งในดวงชะตาของท่าน ก็จะส่งผลทำให้รุ่งโรจน์ เจริญก้าวหน้า มีชื่อเสียงมีความสำเร็จ มีบารมีที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน" โหรฟันธงกล่าวทิ้งท้าย
 "ในช่วงเดือนพฤษภาคม บวกลบประมาณ ๓ เดือน จะมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นกับท่านที่เกิดในราศีเมถุน และท่านที่เกิดในราศีธนูอย่างเห็นได้ชัด แล้วยังเกิดเหตุเภทภัยในบ้านเมือง เกิดลมพายุ เกิดอากาศแปรปรวน เกิดน้ำท่วม แผ่นดินไหว"
เรื่อง... "ไตรเทพ ไกรงู" จากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระเครื่องและเครื่องราง ท่านอาจารย์เย่อ วัดอาษาสงคราม

บทความนี้ผมจะ นำพระเครื่องและ วัตถุมงคลที่ท่านอาจารย์เย่อ ได้สร้างไว้ และที่ผมได้สะสมไว้ มาให้ชมกันครับ
เริ่มด้วย เหรียญ รุ่น1 อาจารย์เย่อ


        ประวัติการสร้างเหรียญรุ่น1  น.อ.ประสิทธิ ศิริบุญ สร้างถวาย หลวงปู่ เนื้ออาปาก้า ปี พ.ศ. 2508 จำนวนการสร้างเหรียญรุ่น1 2500 เหรียญ
        มีลักษณะเป็นเหรียญรูปอาร์ม ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่นั่งสมาธิเต็มองค์ เหรียญรุ่นนี้ ช่างได้แกะรูปหลวงพ่อโตด้านหลังเหรียญผิดไปจากองค์จริง คือฐานบัวไม่เหมือน สาเหตุผมาจากช่างหยิบรูปถ่ายพระพุทธผิดใบไปเป็นต้นแบบ และเมื่อนำมาส่งปรากฎว่าไม่สามารถแก้ไขได้แล้วจึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้น เหรียญรุ่นแรกนี้หลวงปู่เย่อได้ลงเหล็กจารทุกเหรียญ เหรียญที่จารแรกๆ หลวงปู่จะจารอักขระสี่ตัวหน้าหลัง และจารครั้งละพอประมาณ โดยหลวงปู่ต้องดูฤกษ์ด้วยไม่จารทั้งวัน ต่อมาจึงจารอักขระสองตัวบ้าง ตัวเดียวบ้าง โดยจะจารที่ด้านหลังเหรียญ
       เหรียญรุ่นแรกนี้สร้างแจกทั้งหมด โดย น.อ.ประสิทธิ นำไปแจกญาติพี่น้องและทหารส่วนหนึ่ง ถวายหลวงปู่ไว้แจกพุทธศาสนิกชนทั่วไปจำนวนหนึ่ง หลวงปู่แจกจนหมด ปรากฎว่าผู้ที่นำไปบูชาแล้วเกิดประสบการณ์จำนวนมากในทางคงกะพันฟันแทงไม่เข้า ที่เป็นเรื่องโด่งดังถึงกับลงหนังสือพิมพ์ก็มี ที่ไม่เป็นข่าวโด่งดัง แต่ก็เห็นด้วยตาชาวพระประแดงก็มีไม่น้อย
ข้อมูล จาก หนังสือประวัติ และวัตถุมงคล หลวงปู่เย่อ โฆสโก โดย สมชาย ปรางค์นวรันต์

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประวัติวัด อาษาสงคราม

ประวัติวัดอาษาสงคราม  (เรียบเรียงโดย พระเทพกิตติเมธี เจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม รูปที่8)


ชื่อเดิมวัดอาษาสงคราม
      วัดอาษาสงคราม ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน เดิมชื่อว่า "เภี่ยเกริงสละ" เป็นภาษารามัญ แปลว่า วัดคลองจาก ตำบล บ้านเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดอาษาสงคราม มีเนื้อที่ 16 ไร่ 6 ตารางวา
ประวัติความเป็นมาของวัด
      วัดอาษาสงคราม ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2363 โดย สมิงอาษาสงคราม ปรากฎในแผนที่ดินจังหวัด และได้ตั้งชื่อวัดตามราชทินนามของท่านว่า วัดอาษาสงคราม
       ตระกูลที่บำรุงวัดในสมัยก่อนๆนั้น มี 3 ตระกูล คือ
  1. ตระกูล มิมะพันธุ์ ต้นตระกูลคือ สมิงอาษาสงคราม
  2. ตระกูล ณ เชียงใหม่ ต้นตระกูลคือ ขุนทำนุ ณ เชียงใหม่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นตระกูล ปัจจุสมัย
  3. ตระกูล ศรีเพริศ ต้นตระกูลคือ สมิงรามศรี
       ท่านขุนประมวลรัตน์ (แจ้ง ประมวลรัตน์) มีอาชีพเป็นทนายความ เล่าให้ฟังว่ามีนายทหารรามัญท่านหนึ่ง ชื่อว่านายทัพ เป็นผู้มีความสามารถ เป็นนักรบแนวหน้า ได้รบกับทหารพม่าที่เมืองหงสาวดี ในที่สุดเกิดพ่ายแพ้แก่ทหารพม่า ท่านพร้อมด้วยครอบครัวและทหารผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นจำนวนมาก จึงได้หนีเข้ามาในประเทศไทยทางอำเภอแม่สาย เข้ามาปักหลักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลานานพอสมควร
        ต่อมา มีชาวต่างชาติเข้ามารุกรานดินแดนไทยทางภาคเหนือ เมื่อข่าวนี้ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 พระองค์ทรงทราบว่า นายทหารที่อพยพมาจากประเทศหงสาวดี มีความเข็มแข็งจัดเจนในการทำศึกสงคราม จึงรับสั่งให้ทหารที่มาจากสงหาวดี ซึ่งมีนายทัพเป็นหัวหน้า ให้เกณฑ์ทหารรามัญทั้งหมดออกไปปราบปรามผู้รุกรานประเทศไทยทางภาคเหนือให้ราบคาบ ในที่สุดผู้รุกรานได้พ่ายแพ้อย่างราบคาบไป
        เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 ได้ทราบว่าควมพ่ายแพ้ได้เกิดขึ้นแก่ฝ่ายรุกรานจนหมดสิ้นราบคาบ บ้านเมืองมีความอยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้า จึงรับสั่งให้นายทหารทางกรุงเทพไปเชิญแม่ทัพนายกอง พร้อมทั้งทหารที่ไปปราบปรามผู้รุกรานประเทศไทยทางภาคเหนือทุกคนให้ลงมาอยู่ที่กรุงเทพ พระองค์ให้จัดสถานที่อยู่อาศัย สถานที่ประกอบอาชีพแก่ทหารเหล่านั้น และได้พระราชทานยศให้แม่ทัพ เป็นสมิงอาษาสงคราม พร้อมทรงมอบที่ดินแปลงหนึ่ง จำนวนหลายสิบไร่ ในเขตจังหวัดนครเขื่อนขันธ์ ตำบลที่ทรงพระราชทานที่ดินนั้น ทรงใช้ชื่อว่า ตำบลบ้านเชียงใหม่ หรือตำบลเชียงใหม่ ดังปรากฎจนถึงปัจจุบันนี้ 
เปลี่ยนชื่อจังหวัดนครเขื่อนขันธ์ - อำเภอพระประแดง  
         ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้น ประชาชนมากขึ้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นคือ จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ เปลี่ยนเป็น จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองนครเขื่อนขันธ์ เปลี่ยนเป็น อำเภอพระประแดง ทิศตะวันออก ติดเขตบางนา ทิศใต้ ติดจังหวัดสมุทรปราการ ทิศตะวันตก ติดเขตราษฎบูรณะ ทิศเหนือ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เขตยานนาวา
         ตำบล บ้านเชียงใหม่ หรือตำบลเชียงใหม่ เปลี่ยนเป็น ตำบลตลาด
         ตำบล บ้านเชียงใหม่ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหมูบ้านเชียงใหม่
         เมื่อได้รับพระราชทานที่ดินผืนนี้แล้ว  สมิงอาษาสงครามได้แบ่งเป็นสามส่วน คือ 
         ส่วนที่ 1 สร้างวัด
         ส่วนที่ 2 สร้างที่อยู่อาศัยของท่านและบริวาร
         ส่วนที่ 3 เป็นที่ประกอบอาชีพ มีการทำไร่ ทำนา ทำสวน และทำธุรกิจอื่นๆโดยไม่ต้องเสียภาษี
                     อากรใดๆ ทั้งสิ้น
ลำดับเจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม
         วัดอาษาสงคราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยมีเจ้าอาวาสครองวัดมาแล้วทั้งหมด 8 รูป ดังมีรายนามดังนี้
  1. พระมหาขัน บาลีรามัญ ลาสิกขา
  2. พระอธิการกินรี เป็นหมอยาโบราณ มรณภาพ
  3. พระมหาทอง บาลีรามัญ ลาสิกขา
  4. พระอธิการต้าน เป็นธรรมกถึกภาษารามัญ ลาสิกขา
  5. พระอธิการอัย เกจิอาจารย์ดัง มรณะภาพ
  6. พระครูอาทรธรรมกิจ (พร้อม อุชุโก ป.ธ.4) เป็นผู้ริเริมการเรียนการสอนภาษาบาลี ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2484 - 2507 มรณะภาพ
  7. พระครูสังฆวุฒาจารย์ (เย่อ โฆสโก) พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และได้มรณภาพในปี พ.ศ. 2524 (เจ้าพระคุณสมเด็จอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ทรงมีเมตตาแต่งตั้งให้หลวงปู่เย่อ โฆสโก ดำรงต่ำแหน่งฐานานุกรมของพระองค์ ที่ พระครูสังฆวิจารณ์
  8. พระเทพกิตติเมธี (โนรี ธีโร ป.ธ.5) ครองวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน
          

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เขี้ยว งา กะลา เขา

เขี้ยว งา กะลา เขา
     เป็นคำพูดที่พูดกันมานมนาน ซึ่งหมายถึง วัตถุที่นำมาสร้างเครื่องรางของขลัง นั่นเอง เครื่องรางที่ สร้างจากเขี้ยวสัตว์ นั้น ส่วนใหญ่จะเน้ น เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และ เขี้ยวหมูป่า เป็นหลัก ที่สร้างจาก งา คงเป็นแค่ งาช้าง เท่านั้น ส่วนเครื่องรางของขลังที่ทำจาก กะลามะพร้าว ส่วนใหญ่จะใช้ กะลามะพร้าวที่มีตาเดียว แต่ถ้าเจอกะลามะพร้าวที่มีห้าตา สิบตา ก็ยิ่งดี ถือว่าเป็นของหายาก สำหรับ เขาสัตว์ จะเน้นไปทาง เขาวัวกระทิง เขาควาย และ เขากวาง เป็นหลัก วัตถุที่นำมาสร้างเครื่องรางของขลังเหล่านี้ เชื่อกันว่า มีความขลังในตัวอยู่แล้ว ยิ่งนำมาทำพิธีปลุกเสกด้วย ยิ่งเพิ่มความขลังเป็นทวีคูณขึ้นหลายเท่า วันนี้ผู้เขียนขอเขียนเรื่อง เขี้ยว สักเรื่องหนึ่งก่อน โอกาสหน้าค่อยเขียนถึงเรื่อง งา กะลา เขา ให้ละเอียดอีกครั้ง

เขี้ยว นับว่าเป็นเครื่องรางของขลัง ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ชนิดหนึ่ง เกจิอาจารย์บางท่านนำเขี้ยวมา แกะสร้างเครื่องรางของขลัง จนได้รับความนิยม ให้นั่งอยู่แถวหน้า ประเภทเครื่องรางยอดนิยม เช่น เสือของหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน หรือ เสือ อาจารย์เฮง วัดเขาดิน เป็นต้น
เขี้ยวสัตว์ที่นิยมนำมาสร้างเครื่องรางของขลัง มีอยู่ ๓ ชนิด คือ เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูป่า ซึ่งมีผู้ซักถามและถกเถียงกันอยู่บ่อยๆ คือ เขี้ยวสัตว์แต่ละชนิด มีความแตกต่างกันอย่างไร
วันนี้เรามาทำความเข้าใจกัน ผู้เขียนเองยอมรับว่าไม่ได้เก่งกาจ อะไรมากเรื่องเครื่องรางของขลัง แต่เป็นผู้ชื่นชอบวัตถุมงคลประเภทเครื่องรางเอามากๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว ชอบค้นคว้า ค้นตำราต่างๆ ถามผู้รู้ ผู้ชำนาญ เคยซื้อผิด ซื้อถูก ทุกอย่างผู้เขียนถือว่าเป็นครูเท่านั้น เมื่อได้ความรู้อะไรมา ที่เห็นว่าสำคัญและถูกต้องก็จะถ่ายทอดกันต่อๆ ไป จะได้ไม่สูญหายไปจากวงการ
เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และ เขี้ยวหมูป่า ถ้าเป็นอาจารย์เดียวกันสร้าง เขี้ยวเสือจะได้รับ ความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง รองมาก็คือ เขี้ยวหมี และ เขี้ยวหมู เป็นอันดับท้าย ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะความเชื่อว่า เสือเป็นสัตว์มหาอำนาจ เป็นเจ้าป่า หายาก และฆ่าก็ยาก หมียังพอเห็นมากกว่า ส่วนหมูป่านั้นมีจำนวนมากมาย แต่ถ้าเป็นหมูป่าเขี้ยวตัน หรือเขี้ยวยาวใหญ่ ก็ถือว่าหาชมได้ยากเช่นกัน ดังคำโบราณที่กล่าวว่า ถ้าจะเล่นเขี้ยวหมูต้องเล่นเขี้ยวตัน จะเล่นเขี้ยวเสือต้องเล่นเขี้ยวโปร่ง (โปร่งฟ้า)
ก่อนจะแยกแต่ละประเภทของเขี้ยวนั้น อยากพูดถึงลักษณะของการนำเขี้ยวมาแกะ ว่ามีลักษณะใดบ้าง คือมีทั้งที่แกะเต็มเขี้ยว ครึ่งเขี้ยว หรือ นำเอาเขี้ยวมาผ่าเป็นซีก แกะเป็นชิ้นเล็กๆ ก็มี
เต็มเขี้ยว หมายถึง เขี้ยวที่ถูกถอดรากออกจากเหงือกทั้งอัน ซึ่งยังมีปลายเขี้ยวแหลม ยาวอยู่ เช่น เสือ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี
ครึ่งเขี้ยว หมายถึง เขี้ยวที่ถูกถอดรากออกจากเหงือกทั้งอัน แล้วนำมาตัดแบ่งครึ่ง ส่วนใหญ่นิยมเอาครึ่งแถบที่เป็นรากเขี้ยวมาแกะ เช่น เสือ หลวงพ่อปาน คลองด่าน ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป
เขี้ยวซีก หมายถึง การเอาเขี้ยวเต็มมาผ่าแบ่งเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาแกะเป็นวัตถุมงคลอีกทีหนึ่ง เช่น เสือเขี้ยวซีก หลวงพ่อปาน คลองด่าน หรือ เสือ อาจารย์เฮง วัดเขาดิน
การแกะวัตถุมงคลจากเขี้ยวซีกชิ้นเล็กๆ นั้น บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าแกะมาจากปลายเขี้ยว ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะปลายเขี้ยวมีลักษณะ แข็ง และ กรอบ ถ้าโดนแกะก็จะปริแตกไม่เป็นรูปทรง
ความจริงแล้ว เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูป่า มีลักษณะที่แยกออกจากกันได้ชัดเจน ผู้เขียนจะอธิบายไปทีละขั้น จะได้เข้าใจง่าย ไม่สับสน โดยดู รูปภาพประกอบ จะเห็นได้ชัดเจน
เขี้ยวเสือ มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ขึ้นอยู่กับชนิด และขนาดของตัวเสือ เขี้ยวจะยาว เรียว ปลายแหลมคม โค้งพอประมาณ ดูจากปลายเขี้ยวจะเห็นเหลี่ยม เป็นร่องเล็กๆ อยู่สี่มุม วิ่งเป็นแนวร่องเข้ามายังตัวเขี้ยวชัดเจน เราเรียกกันว่า ร่องเส้นเลือด และถ้านำเขี้ยวเสือมาตัดแบ่งครึ่ง เราจะเห็นรูตรงกลาง เป็นรูกลวงโปร่ง ไปสุดโคนเขี้ยว ซึ่งจะมีลักษณะกลม หรือกลมรีเล็กน้อย กว้างประมาณ ๒๐-๓๐ % ของพื้นที่หน้าเขี้ยวที่เราตัดครึ่ง และจะมีคลื่นรัศมีวิ่งรอบปากรูเขี้ยว ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน
เขี้ยวหมี มีขนาดเล็กและใหญ่เช่นกัน เขี้ยวหมีเมื่อดูภายนอกลักษณะทั่วไปคล้ายเขี้ยวเสือมาก คือมีความเรียว โค้งยาว ปลายแหลมคม สิ่งที่แตกต่างจากเขี้ยวเสือนั้น คือปลายเขี้ยวหมี ก็มีร่องเลือดเหมือนกัน แต่เป็นแบบ เส้นเลือดสีน้ำตาลแดงวิ่งรอบเป็นวงเดือน จากปลายเขี้ยวเข้ามาด้านใน เป็นสิบๆ รอบ ซึ่งเรามองด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน และเมื่อเรานำเขี้ยวมาตัดผ่าแบ่งครึ่ง จะพบรูกลวงโปร่งเช่นเดียวกับเขี้ยวเสือ แต่ รูของเขี้ยวหมีจะกว้างกว่ารูของเขี้ยวเสือ มาก บางเขี้ยวเจอรูกว้าง ๗๐-๘๐% ของหน้าเขี้ยวเลยทีเดียว
เขี้ยวหมูป่า มีลักษณะแตกต่างจากเขี้ยวเสือและเขี้ยวหมี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมาก คือ เขี้ยวหมูป่า มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ มีลักษณะแบน เป็นเหลี่ยม โค้ง ยาว ปลายแหลม รูกลวง บางเขี้ยวยาวมากๆ จนเกือบจะเป็นครึ่งวงกลมเลยก็มี ส่วนใหญ่จะเป็นเขี้ยวกลวงเกือบทั้งนั้น จะหาเขี้ยวแบบตันยากมาก

สรุปได้ว่า เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูป่า มีลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาแล้วก็สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน
ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสได้เครื่องรางของขลังประเภทเขี้ยวเหล่านี้ ก็ควรใช้ดุลพินิจพิจารณา ข้อมูลของผู้เขียนอาจจะช่วยท่านได้บ้างไม่มากก็น้อย
ที่มา จากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาจารย์เย่อ วัดอาษาสงคราม

อาจารย์เย่อ 



ปฐมวัย
      หลวงปู่ มีนามเดิมว่า "ไพทูรย์ (เย่อ)" นามสกุล "กงเพ็ชร์" ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2431 ตรงกับวันแรม 3 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ที่บ้านทมัง ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัด สมุทรปราการ มีญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันทั้งสิ้น 4 คน คือ
1. นางหนู
2. นายบ๊ะ
3. หลวงปู่เย่อ (อาจารย์เย่อ)
4. นายเว่
     เนื่องจากบิดามารดาเป็นชาวรามัญที่เคร่งครัดต่อประเพณีนิยมและมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา เมื่ออยู่ในวัยเยาว์ บิดาจึงพาไปทำบุญที่วัดด้วยเสมอ  ทำให้เลื่อมใสต่อบวรพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม  พ.ศ.2444 ท่านมีอายุได้  13 ปี  บิดามารดาจึงได้พาท่านไปบรรพชาเป็นสามเณรน้อยที่วัดอาษาสงคราม โดยมีท่านมหาขันธ์เป็นอาจารย์ให้ศีลและอนุสัยบวชให้ หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาเล่าเรียนอักขระสมัยทั้งไทยและรามัญจนมีความชำนาญ โดยเฉพาะอักขระขอมรามัญ จึงทำให้ท่านสามารถค้นคว้าตำราและพระคัมภีร์ต่างๆของรามัญได้อย่างกว้างขวาง เกิดความรอบรู้ทั้งทางปริยัติธรรมและวิชาแขนงต่างๆ ทางพุทธศาสนาตลอดจนวิชาการแพทย์ตามแบบโบราณสมัยไว้ช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านอีกด้วย
      ครั้งเป็นสามเณรน้อยท่านดำรงตนเคร่งครัดอยู่ในศีล มีจริยาวัดงดงาม ผองใสด้วยธรรมของพระพุทธองค์ จึงเป็นที่ปิติของบิดามารดาและญาติพี่น้อง ตลอดจนครูบาอาจารย์และชาวบ้านที่พบเห็นต่างก็ชื่นชมด้วยทั่วกัน นอกจากนั้นท่านเองก็มึความแจ่มใสอยู่ในเพศบรรพชิต จึงตั้งจิตมั่นคงที่จะรับใช้พุทธศาสนาอยู่จนชีวิตหาไม่
อุปสมบท
       เมื่อท่านย่างเข้าครบ 20 ปี จึงเป็นที่น่ายินดีปรีดาของโยมบิดา มารดาและญาติพี่น้องจะได้ทำการอุปสมบทสามเณรน้อยให้เป็นภิกษุผู้สืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป พร้อมใจกันจัดแจงเตรียมพิธีการต่างๆ ให้สมกับศรัทธาที่มุ่งมั้น สมัยนั้นวัดอาษาสงครามยังไม่มีพระอุโบสถและพันธเสมาก็ได้พากันไปใช้พระอุโบสถของ วัดพญาปราบปัจจามิตร ซึ่งอยู่ติดกัน แล้วนิมนต์ให้พระอธิการทองวัดโมกข์เป็นอุปัชฌาย์ พระอธิการเกลี้ยง วัดพญาปราบปัจจามิตรเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระธรรมวิสารธะวัดโมกข์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ กำหนดวันอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2451  พระอุปชฌาย์ตั้งฉายาให้ว่า "โฆสโก" แปลได้ว่า "ผู้มีความกึกก้องกังวาน" หมายถึงมีธรรมอันกว้างใหญ่ไพศาลถ้วนทั่วนั้นเอง
        หลังอุปสมบทแล้ว ท่านก็ยิ่งเพิ่มทวีศึกษาทางพระพุทธศาสนาทั้งทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระมีความรู้แตกฉานจนจบโดยเฉพาะบาลีแบบรามัญ ท่านมีความสามารถมาก แต่ยังไม่ทันได้สอบ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีบัญชาให้เลิกการสอบแบบปากเปล่า และทรงยกเลิกการสอบแบบปากเปล่าทั้งทางบาลีไทยด้วย ให้สอบโดยการขีดเขียนแทน แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้
แสวงหาอาจารย์
        ต่อมาท่านพิจารณาเห็นว่า สิ่งที่จะทำให้ล่วงพ้นความทุกข์ไปได้นั้นก็คือ การมุ่งศึกษาทางปฎิบัติธรรมกัมมัฎฐาน ท่านจึงมุ่งกลับไปศึกษาทางวิปัสสนากรรมฐานโดยการค้นคว้าด้วยตนเองจากตำราภาษารามัญจนมีความเข้าใจเป็นอย่างดี  จึงแสวงหาอาจารย์ผู้ทรงคุณในทางปฎิบัติ ท่านจึงเดินทางไปศึกษากับ "หลวงพ่อหลิม" วัดทุ่งบางมด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดทุ่งโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่มีความสามารถทางวิปัสสนาสูงและเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางพุทธเวทย์วิทยาคม อันมีชื่อเสียงเกรียงไกรในยุคนั้นจนกล่าวเป็นคำพูดว่า " หลวงพ่อหลิม วัดทุ่ง หลวงพ่อรุ่ง วัดท่าควาย" หลวงพ่อรุ่งนั้นหมายถึง หลวงพ่อรุ่งวัดกระบือ เกจิอาจารย์ที่โด่งดังในยุคเดียวกัน
         หลวงพ่อหลิมนั้นท่านสร้างเครื่องรางของขลังแจกจ่ายประชาชนของของท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ได้ผล ทางเมตตามหานิยมนับว่ายอดเยี่ยมมาก เป็นต้นว่า นางกวัก ของท่านปัจจุบันมีค่าหาได้ยาก
         โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "รัก-ยม" ของหลวงพ่อหลิมนั้น ไม่มีอาจารย์ผู้ใดทำได้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนของท่าน หลวงปู่เย่อได้ขอศึกษาวิปัสสนากับหลวงพ่อหลิมจนหลวงพ่อหลิมออกปากชมว่า หลวงปู่เย่อมีความพากเพียรพยามดีมาก แม้จะมีอุปสรรคกีดขวางอย่างไร ก็พยายามฟันฝ่าเดินทางไปศึกษาโดยมิยอมลดละ ซึ่งในสมัยนั้นถนนหนทางก็มิใช่จะสะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ การเดินทางจากพระประแดงไปวัดทุ่ง บางมดจะต้องใช้เรือแจวไปกว่าจะถึงก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมงทีเดียว
         เมื่อสำเร็จทางวิปัสสนาจนมีความเชี่ยวชาญชำนาญดีแล้ว หลวงพ่อหลิมซึ่งมีความเมตตาหลวงปู่เย่อมาก จึงได้ให้เรียนวิชาทางพุทธเวทย์วิทยาคมต่อ หลวงปู่ก็พยายามศึกษาเวทมนตร์คาถาที่หลวงพ่อหลิมประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เอาจริง เอาจัง จนเกิดความชำนาญสามารถทำเครื่องรางของขลังที่ได้เรียนมาใช้ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ
         หลังจากนั้นท่านก็ยังไม่ได้หยุดที่จะศึกษาหาความรู้ ท่านถือคติที่ว่าการศึกษาไม่มีการจบสิ้น ยิ่งรู้มากก็จะทำให้มีหูตากว้างไกล ชีวิตคือการศึกษาผู้รู้มากย่อมฉลาดมากกว่า เมื่อเรียนวิชาจากหลวงพ่อหลิมจบสิ้นแล้ว ท่านจึงไปขอศึกษาวิชาจากอาจารย์ "กินรี" วัดบ้านเชียงใหม่ และ อาจารย์ "พันธ์" วัดสะกา อาจารย์สองท่านนี้ เป็นเถราจารย์ชาวรามัญที่มีความแก่กล้าทางคาถาอาคมไสยเวทย์มาก สามารถเสกสิ่งของให้มีชีวิตให้เห็นได้กับตาเช่นเดียวกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า วิชาทางไสยเวทย์อาคมนั้นถ้าจะกล่าวแล้วของรามัญมีมาแต่โบราณ มีชื่อเสียงมาก จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ ท่านมหาเถรคันฉ่องอาจารย์ผู้ขมังเวทย์ชาวรามัญ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางวิปัสสนาญาณและคาถาอาคม แสดงให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและทหารหาญได้ทอดพระเนตรเป็นประจักษ์แก่สายตา เมื่อครั้งการรณยุทธ์ที่แม่น้ำสะโตง ภายหลังท่านมหาเถรคันฉ่องได้รับเกรียรติคุณเป็นถึง "สมเด็จพระพนรัต" วัดป่าแก้ว สังฆราชฝ่ายอรัญวาสี แห่งกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นแบบฉบับแห่งคัมภีร์ทางพุทธเวทย์วิทยาคมสืบต่อมาแต่ครั้งกระโน้น
          อาจารย์พันธุ์ วัดสะกา ท่านมีชื่อเสียงทางสีผึ้งเมตตามหานิยมที่ทำจากน้ำมันช้างพลายตกมัน คือเอาน้ำมันตรงซอกหูช้างที่ไหลขณะตกมัน มาเคี่ยวกับสีผึ้งใต้ร้านบวบด้วยพระเวทย์ สีผึ้งนัน้ใช้ทางเมตตามหานิยมเป็นเยี่ยม
          สำหรับอาจารย์กินรีนั้นท่านชำนาญทั้งทางอยู่คงและเมตตา ทางอยู่คงท่านสร้างผ้าประเจียดสีแดงสวมต้นแขน เล่ากันว่าคงกระพันชาตรีชนิดแมลงวันไม่ได้กลิ่นคาวเลือดทีเดียว นอกจากนั้นท่านยังสร้างพระไว้ด้วยกันสามชนิดคือ แบบสมาธิผงดำพิมพ์ครอบแก้ว ขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อยเล็กน้อย ด้านหลังเรียบ เนื้อพระเป็นผงสีดำละเอียดและดูนุ่มลึก อีกแบบหนึ่งเป็นแบบพิมพ์สามเหลี่ยมมุมมนทั้งสามด้าน องค์พระปางสมาธิ ด้านหลังอูมคลายเบี้ย พุทธลักษณะปางสมาธิ เนื้อผงสีดำอมแดงเล็กน้อย พระเครื่องทั้งสองแบบของท่านนี้ มีพุทธคุณทางคงกระพันชาตรีและเมตตามหานิยมมาก ส่วนแบบที่สามเป็นพระเครื่องพิมพ์ปิดตา ทรงป้อมด้านหลังอูมคล้ายหลังเบี้ยเนื้อผงสีดำ ขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยมีพุทธคุณหนักแน่นทางเมตตามหานิยมและโชคลาภ ชาวพระประแดงรุ่นเก่าทีมีหวงแหนกันมาก เพราะประสบการณ์เป็นเยี่ยม โดยเฉพาะโดดเด่นทางเมตตาอย่างลึกล้ำ
          หลวงปู่เย่อได้ขอศึกษาสืบต่อวิชาจากท่านอาจารย์ทั้งสองนี้ไว้จนเจนจบสิ้น นับว่าท่านมีความเพียรสูง เพราะการศึกษามิใช่เรื่องง่ายๆ จะต้องใช้พลังจิตตั้งใจมากจึงจะสำเร็จ จากนั้นมาท่านก็เฝ้าเพียรฝึกฝนวิปัสสนาอยู่เอย่างสม่ำเสมอ ค้นคว้าตำรับตำราของรามัญเก่าๆ ที่มีอย่างเงียบๆ เพียงลำพังมิได้แสดงตนให้ผู้ใดทราบ เพราะหลวงปู่เป็นผู้มีความมักน้อย ถ่อมตนอยู่เป็นนิสัย การเจรจาก็สงบเสงี่ยมอยู่ในศีลแห่งสมณะ สมเป็นพุทธบุตรโดยแท้

ข้อมูลจาก หนังสือ หลวงปู่เย่อ โฆสโก  โดยคุณสมชาย ปรางค์นวรัตน์